21 ปัญหาที่สำคัญในการจ้างทำเว็บไซต์ที่ต้องรู้ ถ้าไม่อยากเสียเงินฟรี

จ้างทำเว็บไซต์
ข้อพิจารณาในการทำเว็บไซต์

21 ปัญหาที่สำคัญในการจ้างทำเว็บไซต์ ที่ต้องรู้ ถ้าไม่อยากเสียเงินฟรี

เคยไหม? จ้างทำเว็บไปแล้วโดนทิ้งงาน, รับทำเว็บไซต์แล้วไปจ้างฟรีแลนซ์โดยไม่สนใจคุณภาพแต่เน้นราคาถูก, เว็บเสร็จแต่ไม่ตรงตามที่ตกลงหรือใช้งานไม่ได้จริง, โน้มน้าวให้ลูกค้าเข้าใจคลาดเคลื่อนในข้อมูลทางเทคนิค หรือใช้คำว่าทำเว็บรองรับ SEO (Search Engine Optimization) ให้ติดอันดับ Google แต่ทำแค่ติดตั้งปลั๊กอิน SEO ทำให้เว็บไม่ติดอันดับ, รับเงินแล้วติดต่อไม่ได้, รับทำเว็บราคาถูกแล้วคิดค่าดูแลแพง, เว็บติดโทรจันแก้ไม่ได้, หรือแก้อะไรนิดหน่อยก็คิดเงินเพิ่ม

การเลือกจ้างทำเว็บโดยดูแต่ “ราคาถูก” อาจนำไปสู่ปัญหาที่บานปลายและค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่มากกว่าที่คิด เคยแก้ไขปัญหาเว็บไซต์ลูกค้าติดไวรัสโทรจัน เข้าเว็บไม่ได้ แก้แล้วก็ติดอีก ทำให้ธุรกิจเสียหาย บางเคสไม่ได้วางเว็บไซต์ไว้ผู้ให้บริการโฮสติ้งที่มีระบบป้องกันและรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม แต่วางเว็บไซต์ไว้ที่บ้าน และที่พบบ่อยที่สุด ในปริมาณมากกว่า 80% ของการรับจ้างทำเว็บ คือ เว็บมีคุณสมบัติไม่ผ่านตามเครื่องมือวัดคุณภาพเว็บไซต์ของ Google หรือที่เรียกว่า PageSpeed Insights ทั้งในเรื่องความเร็วในการโหลดเว็บ (Performance) ระดับการเข้าถึงเว็บไซต์ (Accessibility) ระดับการรักษาความปลอดภัย และประสิทธิภาพโดยรวมของโค้ด รวมถึงการใช้ทรัพยากร (Best Practices) และองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญต่อการทำ (On-Page SEO) บนหน้าเว็บที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ โดยเฉพาะความเร็วเว็บบนมือถือ ซึ่งส่วนใหญ่ได้คะแนนไม่ถึง 60/100 แม้แต่ตัวอย่างเว็บไซต์ที่นำเสนอลูกค้าก็ได้คะแนนน้อยมาก ส่งผลให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับ Google เป็นเว็บสวยแต่ไม่มีลูกค้าเข้า และกลายเป็นเว็บร้างในที่สุด

21 ปัญหาที่สำคัญในการจ้างทำเว็บไซต์

บทความนี้จะสรุป 18 หลุมพรางที่คุณต้องระวัง ก่อนตัดสินใจจ้างทำเว็บไซต์ เพื่อให้ได้เว็บที่ดีและคุ้มค่าที่สุด โดยแบ่งปัญหาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ลองสำรวจปัญหาในแต่ละกลุ่มด้านล่างนี้

กลุ่มที่ 1 ผู้ให้บริการทำเว็บไซต์

1. ปัญหาการคัดเลือกผู้รับทำเว็บไซต์

ปัญหาแรก และเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการจ้างทำเว็บ คือ ปัญหาการคัดเลือกผู้รับทำเว็บไซต์ เสมือนการติดกระดุมเม็ดแรก หากติดกระดุมเม็ดแรกผิด ก็จะทำให้การทำเว็บไซต์มีปัญหาและอุปสรรคแทบจะทุกขั้นตอน และเลยไปถึงหลังจากนำเว็บไซต์ออกใช้งานจริงไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ว่าจ้างที่ไม่มีพื้นความรู้ และประสบการณ์ในการจ้างพัฒนางานไอที ในขณะที่ผู้รับทำเว็บไซต์ก็มีหลากหลาย

ผู้ว่าจ้างโดยส่วนใหญ่ขาดความรู้ และประสบการณ์ในการทำเว็บ การพิจารณาคัดเลือกผู้รับทำเว็บไซต์ จึงมักจะมุ่งเน้นพิจารณาผลงานในอดีต โดยให้จัดส่ง Profile ให้พิจารณา โดยดูจากรูปลักษณ์และความสวยงามของเว็บไซต์ แต่ไม่ได้พิจารณาถึงคุณภาพของเว็บไซต์ เมื่อพิจารณาถึงตัวอย่างเว็บไซต์ของผู้รับทำเว็บไซต์ โดยส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์การวัดคุณภาพเว็บไซต์หรือ PageSpeed Insights ของ Google โดยเฉพาะ page speed บนเมื่อใช้งานมือถือ ซึ่งมีปริมาณการใช้งานมากกว่า PC หรือ Notebook ค่อนข้างมาก ซึ่งบางส่วนได้คะแนนไม่ถึง 50% และส่วนใหญ่จะได้ระดับคะแนนบนมือถือไม่ถึง 70%

จากประสบการณ์ พบว่า มีผู้รับทำเว็บไซต์ที่หลากหลาย เช่น

  • ผู้ให้บริการรับทำเว็บไซต์ที่จัดตั้งเป็นบริษัท แต่ปัจจุบัน การจัดตั้งบริษัท ทำได้ง่ายมาก ตามกฎหมาย บริษัทจำกัดสามารถจดทะเบียนด้วยทุนขั้นต่ำ 10 บาท โดยมีหุ้นขั้นต่ำ 2 หุ้น และมูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท หากพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือ ควรพิจารณาถึงทุนจดทะเบียนด้วย
  • ผู้ให้บริการรับทำเว็บไซต์ที่รับงานอิสระ มีหลากหลายระดับมาก ตั้งแต่โปรแกรมเมอร์ที่เชี่ยวชาญ คนที่เพิ่งศึกษาและเริ่มรับงานทำเว็บไซต์ นักศึกษาหาลำไพ่พิเศษ หรือแม้แต่นักเรียนที่อายุไม่ถึง 15 ปี ผู้ให้บริการเว็บไซต์ที่ขาดทักษะและความชำนาญ มักจะนิยมพัฒนาเว็บไซต์จากเว็บต้นแบบ จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเว็บไซต์ และส่วนใหญ่รับทำเว็บไซต์ในระยะเวลาสั้น ๆ เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับโปรแกรมเมอร์ที่เชี่ยวชาญ ไม่สามารถดูแลเว็บไซต์ในระยะยาว ในขณะทีผู้รับทำเว็บไซต์ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา หาลำไพ่พิเศษ เมื่อเรียนจบแล้ว ส่วนใหญ่จะทำงานประจำ และมีเวลาดูแลเว็บไซต์น้อยลง หรือเลิกรับงานรับทำเว็บไซต์จากภาระงานประจำที่มากขึ้น
  • นายหน้าทำเว็บไซต์ไม่ได้ แต่เก่งเรื่องการตลาด หาลูกค้าเก่ง ประกอบการผู้ว่าจ้างก็ไม่ถนัดเรื่องไอที ทำให้ดูไม่ออก นายหน้าเมื่อรับงานมาแล้วก็จะส่งต่อให้ผู้ที่เว็บไซต์อิสระ แต่ส่วนใหญ่จะได้คนทำเว็บไซต์ที่ขาดคุณภาพ เนื่องจากนายหน้าจะกดราคา และเลือกจ้างคนทำเว็บที่ราคาต่ำสุด การจ้างทำเว็บผ่านนายหน้ามีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากการจ้างทำเว็บผ่านฟรีแลนซ์ งานเสร็จรับเงิน ก็แยกย้าย หากเว็บไซต์มีปัญหาภายหลังจะมีปัญหามาก

2. คุณภาพของผู้ให้บริการรับทำเว็บไซต์

ผู้ว่าจ้างทำเว็บอาจเชี่ยวชาญในธุรกิจ แต่อาจไม่ถนัดเรื่องไอทีและการทำเว็บไซต์ จึงมีข้อจำกัดในการพิจารณาคุณภาพของคนรับทำเว็บไซต์ ในขณะที่คนรับทำเว็บไซต์ก็มีคุณภาพแตกต่างกันมากตั้งแต่มีความรู้และความชำนาญในระดับเชี่ยวชาญ จนถึงไม่ค่อยรู้อะไรเลย จากประสบการณ์ เคยมีคนรับทำเว็บไซต์รายใหม่เคยปรึกษาว่า ไม่เคยทำเว็บไซต์มาก่อน จะเอาผลงานที่ไหนไปนำเสนอลูกค้า บ้างก็ส่งเว็บต้นแบบของผู้พัฒนา Theme หรือ Plug-in ให้ลูกค้าพิจารณา ผ่านเฉย เพราะผู้จ้างทำเว็บก็อาจมีข้อจำกัดในการจำแนกว่า เป็นเว็บไซต์ที่ผู้นำเสนอพัฒนาเอง หรือใช้เว็บไซต์ต้นแบบ หรือบางกรณีอาจเป็นเว็บไซต์ที่คนอื่นพัฒนา แต่ผู้จ้างทำเว็บอาจใช้วิธีติดต่อสอบถามเจ้าของเว็บไซต์ตามที่ผู้รับทำเว็บไซต์อ้างอิง ซึ่งจะทำใ้ห้มีข้อมูลเพื่อการตัดสินใจมากขึ้น

ปัญหาคุณภาพของผู้ให้บริการทำเว็บไซต์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพ และประสิทธิภาพของเว็บไซต์ จากประสบการณ์ ลูกค้าได้รับเว็บไซต์ที่สวยงาม แต่มากกว่า 70% จะได้รับเว็บไซต์ที่ขาดคุณภาพและประสิทธิภาพ หากสุ่มนำเว็บไซต์ใด ๆ ที่รู้จัก นำไปวัดค่าคุณภาพและประสิทธิภาพเว็บไซต์หรือ PageSpeed Insights ของ Google พบว่าโดยส่วนใหญ่ผลลัพธ์จะค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะการวัดผลการทำงานผ่านมือถือ

ลูกค้าบางรายอาจคิดว่า จ้างทำเว็บกับผู้ให้บริการในรูปบริษัท โดยยอมเสียค่าทำเว็บในราคาสูง เพื่อให้ได้ทีมงานที่มีคุณภาพมากกว่า ซึ่งก็ช่วยได้ใด้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ให้บริการชั้นนำจริง ๆ ที่คิดราคาแพง แต่ก็มีระบบควบคุมคุณภาพไม่ให้เสียภาพลักษณ์ของบริษัท แต่ก็มีบริษัทที่รับงานแล้ว ไปจ้างโปรแกรมเมอร์อิสระ เป็นรายโปรเจค คุณภาพของผู้ให้บริการก็หลากหลาย ความเสี่ยงน้อยกว่านายหน้าอิสระ โดยบริษัทจะมีความรับผิดชอบมากกว่า แต่คุณภาพงานไม่ค่อยต่างกันมากนัก

ปัญหาคุณภาพของผู้รับทำเว็บไซต์ เป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของการทำเว็บไซต์ หากผู้พัฒนาเว็บไซต์ มีความรู้ ความสามารถที่จำกัด คุณภาพของเว็บไซต์ก็จะจำกัดไปด้วย โดยทั่วไปผู้พัฒนาเว็บไซต์ส่วนใหญ่สามารถพัฒนาเว็บไซต์ให้สวยงาม แต่มักจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Page Speed โดยเฉพาะความเร็วเว็บบนมือถือ ซึ่งมีประมาณการใช้งานมากกว่า Notebook หลายเท่า และการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ Google

โดยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการจะพยามยามนำเสนอข้อมูลและเว็บไซต์ที่มีหน้าตาสวยงาม แต่มักจะไม่กล่าวถึงการพัฒนาเว็บไซต์ โดยเฉพาะความเร็วของเว็บไซต์บนมือถือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการจัดอันดับ Google ในการพิจารณาว่าจ้างจึงควรเน้นใน 3 ด้าน ซึ่งควรระบุไว้ในสัญญา คือ

  • การออกแบบเว็บไซต์ตามที่ต้องการได้อย่างสวยงาม
  • เว็บไซต์ต้องมีความเร็ว (Page Speed) ผ่านเว็บไซต์ PageSpeed Insights ของ Google เมื่อเรียกใช้บนมือถือไม่ต่ำกว่า 75 และความเร็วบน Notebook หรือ PC ไม่ต่ำกว่า 90 การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว สามารถกำหนดได้ เพราะ Page Speed ที่วัดได้ เกิดจากคุณภาพของเว็บไซต์เอง แตกต่างจากอันดับ Google ซึ่งขึ้นกับเว็บไซต์คู่แข่งด้วย
  • ขีดความสามารถในการพัฒนา On-page SEO ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่หมกเม็ดเยอะที่สุด โดยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการพัฒนาเว็บไซต์มักจะบอกลูกค้าว่า “รองรับ SEO” ซึ่งมีความหมายที่กว้างมาก เช่น ติดตั้งปลั๊กอิน SEO เพียงอย่างเดียวก็ถือว่ารองรับ SEO แล้ว หรือกำหนดเพียงแค่ Key Word หรือองค์ประกอบบางรายการก็ถือว่ารองรับแล้ว ทั้ง ๆ ที่การติดตั้งปลั๊กอิน SEO การกำหนด Key Word และค่าพารามิเตอร์เพียงบางรายการ ไม่สามารถทำให้เว็บไซต์มีอันดับบน Google ได้สูงกว่าหลายเว็บไซต์ที่พัฒนา On-Page SEO ได้อย่างสมบูรณ์ (Fully On-page SEO) อีกทั้งยังต้องแข่งขันกับเว็บที่ลงทุนด้าน Off-page เช่น Backlink ซึ่งมีโอกาสติดอันดับ Google มากกว่า

3. ความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ

จ้างผู้รับเหมา ถือว่ายากแล้ว จ้างทำเว็บยิ่งยากกว่า เพราะจ้างผู้รับเหมายังมีผลงานให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างที่แสดงถึงความคืบหน้าของงาน แต่จ้างทำเว็บ แทบทุกอย่างจะอยู่ในระบบ เห็นเพียงหน้าตาเว็บไซต์ที่กำลังพัฒนา แต่หน้าตาเว็บเพียงอย่างเดียว ไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็นเว็บไซต์จริง หรือหน้าตาเว็บไซต์จำลองที่ยังไม่ได้พัฒนา ปัญหาที่พบบ่อยและที่มีการแชร์กันในโซเซี่ยว เช่น

  • รับเงินแล้วหายตัว ทุกช่องทางถูกบล็อค ติดต่อไม่ได้ แม้ว่าผู้ว่าจ้างจะระมัดระวังอย่างเต็มที่ มีการขอสำเนาบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตน แต่เกือบทุกเคสที่รับเงินแล้วหาย ผู้ว่าจ้างทำเว็บมักจะมีสำเนาบัตรประชาชนของลูกค้าใช้แจ้งความได้ แต่ติดตามไมได้ และมักจะไม่ได้รับเงินคืน
  • งบบานปลาย จ้างทำเว็บ ตกลงราคาแล้ว รับเงินงวดแรกแล้ว แต่ขอเบิกค่าทำเว็บเพิ่มเติมเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่มักจะเบิกเพิ่มเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ Theme และ Plugin มาเรื่อย ๆ และค่าใช้จ่ายเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายรายปี ต้องเสียเพิ่มทุกปี
  • รับงานแล้ว งานไม่คืบหน้า สัญญาจะเสร็จภายใน 1 เดือน แต่ 3-4 เดือนแล้วก็ยังไม่เสร็จ นานเข้าก็เริ่มติดต่อได้บ้าง ไม่ได้บ้าง กรณีดังกล่าวเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
    • เจตนาจะรับทำเว็บตั้งแต่ต้น อาจเนื่องจากพอทำเว็บได้ แต่ไม่สามารถทำเว็บตามที่ต้องการ
    • เป็นนายหน้า รับงานแล้วส่งต่อให้โปรแกรมเมอร์อิสระ แล้วมีปัญหาในการจ้างงานช่วง
    • รับงานเยอะเกินกำลัง แต่ถ้าเป็นกรณี งานมักจะเสร็จช้า และงานที่อาจไม่สอดคล้องตามต้องการ
    • รับงานราคาถูกเกินไป เช่น รับทำเว็บไซต์ราคา 1,000 บาท ปัญหานี้ บางครั้งก็มีสาเหตจากผู้จ้างทำเว็บที่ต้องการทำเว็บราคาถูก จนโปรแกรมเมอร์ที่รับงานจริง ทำไม่ไหว ปฏิเสธที่จะทำเว็บในราคาดังกล่าว เหลือแต่ที่รับงาน รับเงินแล้วทำไม่ได้ หรือทำแบบสุกเอาเผากิน ดังเช่นลูกค้ารายหนึ่งขอให้ดูเว็บไซต์ที่เพิ่งทำเสร็จในราคาแสนถูก พบว่าเป็นเว็บที่เพียงแต่เอารูปมาเรียงต่อกัน ข้อความบนหน้าเว็บเกือบทั้งบนก็เขียนบนรูปภาพที่เอามาเรียงกัน เว็บลักษณะนี้ ทำเพียง 3 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว
  • ปัญหาความเป็นเจ้าของเว็บไซต์ ผู้รับจ้างบางรายจด Domain และ Hosting เป็นชื่อของตัวเอง พอมีปัญหา ต้องการย้ายเจ้า หรือผู้รับจ้างหายตัวไป คุณจะไม่สามารถเข้าถึงเว็บของตัวเองได้เลย และอาจเสียเว็บนั้นไปถาวร

4. ปัญหาการจ้างงานช่วง (ฟรีแลนซ์)

ปัญหาการจ้างงานช่วง เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ การจ้างงานช่วงไม่ได้เกิดจากนายหน้ารับงานแล้วส่งต่อให้โปรแกรมเมอร์อิสระ โดยเน้นราคาถูกที่สุดมากกว่าพิจารณาถึงคุณภาพของโปรแกรมเมอร์ที่รับงานช่วง ในความเป็นจริง โปรแกรมเมอร์ที่มีคุณภาพก็ไม่ค่อยจะรับงานช่วง

ในธุรกิจพัฒนาเว็บไซต์ ผู้ให้บริการพัฒนาเว็บไซต์ ถ้าไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ ก็มักจะจ้างงานช่วง เพื่อลดภาระในการจ้างพนักงานประจำ หรือต้องจ้างพนักงานชั่วคราว / จ้างงานช่วงในกรณีที่รับงานมากเกินไป แต่การจ้างงานช่วงของบริษัท มักจะพิจารณาถึงความรู้ และประสบการณ์ของผู้รับงานช่วงพอสมควร

กลุ่มที่ 2 งบประมาณ ขอบเขต และเทคนิค

5. งบประมาณ

งบประมาณเป็นอีกปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพ และความคุ้มค่าของการจ้างพัฒนาเว็บไซต์ ที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของการทำเว็บไซต์ ปัญหางบประมาณเว็บไซต์มีหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • ตั้งงบประมาณไว้ต่ำเกินไป เป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก เนื่องจากผู้ให้บริการทำเว็บไซต์มีหลากหลาย มีทั้งในรูปบริษัท โปรแกรมเมอร์อิสระที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ จนถึงผู้รับงานอิสระที่เพิ่งหัดทำเว็บ หรือนักเรียน นักศึกษาที่รับทำเว็บเป็นรายได้พิเศษ โดยปกติโปรแกรมเมอร์ที่มีความเชี่ยวชาญมักไม่รับงานในราคาถูกมากเกินไป จึงมักจะได้ผู้รับทำเว็บที่ขาดคุณภาพ หรือได้เว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ
  • เข้าใจว่า จ้างแพง จะได้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ในระยะมักพบเคสที่แชร์ผ่านโซเชี่ยว กรณีจ้างทำเว็บในราคาแพง แต่โดนผู้รับทำเว็บทิ้งงาน โดยอาศัยความเชื่อของลูกค้าบางรายว่า จ้างทำเว็บราคาแพง แล้วไม่โกง
  • จ้างแพง แต่ผลงานไม่ได้ตามที่คาดหวัง

6. งบบานปลาย

ปัญหานี้ คล้ายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีการตกลงราคาพร้อมกับกำหนดงวดการจ่ายเงินแล้ว แต่พอถึงขั้นตอนจัดทำเว็บไซต์ กลับมีการขอเบิกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเรื่อย ๆ โดยเรื่องที่มักจะใช้เป็นข้ออ้าง คือ ต้องซื้อค่าซอฟต์แวร์ธีม, ซอฟต์แวร์ปลั๊กอิน, ค่าติดตั้ง SSL เพิ่มเติม จึงต้องตกลงให้ชัดเจนเกี่ยวกัวซอฟต์แวร์ Theme และ ปลั๊กอินที่ใช้ว่ารวมอยู่ในราคาที่ตกลงกันหรือไม่

ปัญหาเรื่องงบบานปลายอาจไม่ปรากฏในระยะแรก เนื่องจากผู้รับทำเว็บอาจใช้วิธีการรับทำเว็บในราคาถูก แต่คิดค่าดูแลและบำรุงรักษาในภายหลังราคาแพง หากลูกค้าไม่พร้อมที่จ่ายค่าดูแลในราคาแพง ก็ต้องไปเริ่มใหม่กับผู้ให้บริการราคา ซึ่งอาจคิดค่าดูแลและบำรุงรักษาในราคาแพงเช่นเดียวกัน หรือถ้าแพงจนไม่ใช่บริการดูแลและบำรุงรักษาเว็บ ก็จะทำให้เว็บเสียหาย หรือใช้งานไม่ได้

7. ไม่ชัดเจนเรื่องขอบเขตงาน

ปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องขอบเขตงานจากความเข้าใม่ตรงกันว่ารวมอะไรบ้าง เช่น รวมค่าจดโดเมน ค่าเช่าโฮส การออกแบบ รูปแบบ และขอบเขตการทำเว็บไซต์ เงื่อนไขการรับมอบงาน และการรับประกัน เป็นต้น ปัญหาความไม่ชัดเจนเรื่องขอบเขตงานนั้น ในบางกรณีลูกค้าอาจได้รับคำแนะนำว่าต้องทำสัญญาจ้างทำเว็บให้ชัดเจน แต่จากประสบการณ์ในการรับจ้างทำเว็บ พบว่า ถ้าผู้ว่าจ้างทำเว็บเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีทีมงานไอทีของบริษัทเอง ก็สามารถทำสัญญาจ้างทำเว็บที่ระบุรายละเอียดการออกแบบและการทำเว็บอย่างชัดเจน แต่ถ้าลูกค้าเป็นบริษัท SME ทั่ว ๆ ไป ลูกค้าเป็นเพียงนักธุรกิจที่เชี่ยวชาญในสินค้าและการตลาด แต่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีของบริษัท ก็อาจมีข้อจำกัดในการออกแบบเว็บไซต์และรายละเอียดของการจ้างทำเว็บ เช่น

  • ควรทำ UI/UX (User Interface/User Experience) ที่ชัดเจน ถ้าทำได้เป็นเรื่อที่ดีมาก ถึงแม้ลูกค้า SME ส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์ในการค้าขายและเข้าใจความต้องการของลูกค้า และมีมุมมองในด้าน User Interface แต่ก็ไม่ถนัดในการสื่อสารความต้องการดังกล่าว และยังต้องพึ่งพาความรู้และประสบการณ์ในการทำเว็บในการปรับแต่งให้ถูกหลักการทำเว็บไซต์ เช่น ถึงแม้การออกแบบ UI/UX มาจากประสบการณ์ของลูกค้า แต่อาจไม่สอดคล้องตามหลัก Accessibility ซึ่งหากผู้พัฒนาเว็บไซต์มีความรู้และประสบการณ์ ก็จะให้ความเห็นที่ทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพมากขึ้น
  • ไม่เข้าใจในขั้นตอนและรายละเอียดการทำเว็บไซต์ จึงไม่ได้ระบุรายละเอียดที่สำคัญ
  • ไม่เข้าใจและไม่สามารถพิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน และข้อจำกัดที่ผู้รับจ้างทำเว็บต้องนำเสนอ รวมถึงการพิจารณา Hosting ที่ใช้ เป็นต้น
  • ไม่เข้าใจการกำหนดเนื้อหาที่สอดคล้องตามหลักการ SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการจัดอับดับ Google
  • การขาดความรู้ในการทำเว็บ ทำให้การออกแบบเว็บไซต์ไม่ชัดเจน อาจทำให้ต้องแก้ไขเว็บไซต์หลายครั้ง ส่งผลกระทบทั้งผู้รับทำเว็บไซต์ และผู้จ้างทำเว็บ จึงควรกำหนดกรอบการรับมอบเว็บไซต์ และจำนวนครั้งของการแก้ไขเว็บไซต์ เพื่อให้เข้าใจถูกต้องตรงกัน

สาเหตุเกิดจากผู้จ้างทำเว็บไม่ได้มีความรู้และประสบการณ์ในการออกแบบ และการทำเว็บไซต์ จึงไม่เข้าใจว่า การทำเว็บไซต์ต้องทำอะไรบ้าง ในบางกรณีอาจแนะนำว่าต้องทำสัญญาจ้างทำเว็บให้ชัดเจนบางส่วนอาจเกิดจากเจตนาหลอกลวงเกิดจากบางความเห็นอาจแนะนำให้การจ้างทำเว็บ ต้องค่าซอฟต์แวร์การตกลงงานปากเปล่า หรือคุยกันแค่ในแชท ทำให้ไม่มีหลักฐานชัดเจนเมื่อเกิดปัญหา ขอบเขตงาน (Scope) ไม่ชัดเจนว่ารวมอะไรบ้าง แก้ไขได้กี่ครั้ง หรือมีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติ

8. ไม่ชัดเจนเรื่องซอฟต์แวร์ธีมและปลั๊กอิน

เคยมีลูกค้าแชร์ประสบการณ์จ้างทำเว็บเรื่อย ๆ ว่า จ้างทำเว็บราคาแพงมาก แต่เมื่อได้รับมอบเว็บไซต์ที่ทำเสร็จแล้ว พบว่า เว็บดังกล่าว พัฒนาบนธีมและปลั๊กอินฟรีที่มีขีดความสามารถจำกัด กลายเป็นประเด็นดราม่า เนื่องจากบางคนเห็นว่า จะใช้ซอฟต์แวร์ฟรีที่มีขีดความสามารถจำกัดก็ไมได้ผิดอะไร ในเมื่อเว็บไซต์ที่ออกแบบ สามารถพัฒนาโดยซอฟต์แวร์ฟรี ประเด็นนี้ถ้าไม่ได้ตกลงกันให้ชัดเจน ก็ไม่มีฝ่ายใดผิด และการรับจ้างพัฒนาเว็บไซต์โดยส่วนใหญ่ก็พัฒนาบนธีม หรือปลั๊กอินฟรี เพียงแต่เห็นว่า ในการพัฒนาเว็บไซต์นั้น หากเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการสามารถพัฒนาบนซอฟต์แวร์ฟรีก็ ก็ไม่ได้เป็นข้อจำกัดอะไร แต่ก็มีประเด็นเรื่องปลั๊กอินที่ช่วยเพิ่มอันดับการแสดงผลบนหน้าแรก ๆ บน Google หรือที่เรียกว่าปลั๊กอิน SEO (Search Engine Optimization) เพราะปลั๊กอิน SEO ของฟรี ขีดความสามารถต่างจากปลั๊กอินรุ่นโปรมาก และการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ Google ยิ่งใช้ปลั๊กอินรุ่นโปร ยิ่งเพิ่มโอกาสติดหน้าแรก Google มากกว่าของฟรี

9. ถูกมัดมือชก สร้างกำแพงไม่ให้ลูกค้าย้ายไปใช้บริการรายอื่น

ผู้ให้บริการรับทำเว็บไซต์ อาจนำเสนอรับทำเว็บไซต์ด้วยการปรับแต่งธีม หรือปลั๊กอินเพิ่มเติมที่เขียนขึ้นเอง (Custom CMS) โดยแสดงถึงความสามารถในการทำเว็บไซต์ด้วยชุดคำสั่งที่แตกต่างจากผู้รับทำเว็บไซต์รายอื่น ซึ่งควรจะเป็นข้อดี แต่ก็เป็นการมัดมือชก โดยสร้างกำแพงไม่ให้ลูกค้าย้ายไปใช้บริการกับผู้ให้บริการรายการอื่น เนื่องจากผู้ให้บริการรายอื่นต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษาชุดคำสั่งที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งอาจไม่คุ้มกับรับช่วงงานไปดูแลต่อ หรือบางครั้งอาจสร้างปัญหาให้กับผู้พัฒนาเองในระยะยาว เนื่องจากต้องดูแลและบำรุงรักษาชุดคำสั่งที่พัฒนาเพิ่มเติมให้ทันสมัยอยู่เสมอ ในส่วนของลูกค้าเอง ก็อาจพบปัญหาทำให้อัปเดตข้อมูลพื้นฐานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ เช่น โปรโมชั่น หรือบทความ ต้องเสียค่าบริการให้ผู้พัฒนาโดยตลอด

ปัญหานี้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการใช้ซอฟต์แวร์ธีม หรือปลั๊กอินฟรีที่มีขีดความสามารถจำกัด แทนการใช้ซอฟต์แวร์รุ่นโปร การพิจารณาจ้างทำเว็บ จึงต้องระมัดระวังหากมีการสื่อสารถึงความสามารถในการปรับแต่งชุดคำสั่งเพิ่มเติมบนธีมหรือปลั๊กอิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าในระยะยาว

10. คุณภาพและความเร็วของโฮส

โฮสติ้งที่ใช้วางเว็บไซต์ก็เป็นอีกประเด็นที่มักจะสร้างปัญหา แต่เป็นปัญหาหลังจากทำเว็บเสร็จเรียบร้อย จ่ายค่าจ้างทำเว็บเรียบร้อยแล้ว ปัญหาคุณภาพของโฮสมีความสำคัญเพราะผู้ให้บริการโฮสติ้งมีหลากหลายระดับ ในราคาที่แตกต่างกัน การวางเว็บไซต์บนโฮสราคาถูก คุณภาพต่ำ ก็จะทำให้ผู้รับจ้างได้กำไรเพิ่มขึ้น หรือบางเคสที่เคยเจอ ก็ตั้งโฮสไว้ที่บ้านประหยัดที่สุด แต่ก็เสี่ยงมากที่สุด สรุปปัญหาที่สำคัญเกี่ยวกับคุณภาพของโฮส เช่น

  • ปัญหาที่สำคัญที่เกิดจากคุณภาพของโฮส คือ เว็บโหลดช้า การพิจารณาคุณภาพของโฮสนอกจากคุณลักษณะของ Server และความเร็วของเครือข่ายแล้ว ยังขึ้นอยู่กับจำนวนเว็บไซต์ที่อยู่บน Shared Hosing หรือ Server เดียวกัน ผู้ใ้ห้บริการบางรายคิดค่าเช่าโอสในราคาถูก แต่ก็ใช้ Server เก่า Ram น้อย Harddisk ช้า และบางกรณีจะวางเว็บไซต์บน Shared Server เดียวกันเป็นจำนวนมากเกินไป ยิ่งทำให้เว็บโหลดช้าขึ้นไปอีก
  • เว็บล่ม ก็เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าเว็บโหลดช้าเสียอีก โดยเฉพาะโฮสที่ล่มบ่อย และล่มนาน
  • เว็บโหลดช้ายังมีสาเหตุจากจุดอ่อนในการรักษาความปลอดภัย ทำให้ได้รับความเสี่ยงจากการโจมตีในลักษณะ DDOS หรือ Distributed Denial of Service
  • ปัญหาคุณภาพการให้บริการ ขาดผู้เชี่ยวในการแก้ไขปัญหา ติดต่อไม่ได้ หรือตอบปัญหาล่าช้า หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาของลูกค้า
  • ขาดระบบสำรองข้อมูล หรือสำรองข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือไม่ได้สำรองข้อมูลทุกวัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อการกู้คืนเว็บไซต์
  • ขาดระบบป้องกันและรักษาความปลอดภัย ทำให้เพิ่มความเสี่ยงทำให้เว็บไซต์ติดโทรจัน

11. ปัญหาเว็บไซต์ติดโทรจัน

ปัญหาเว็บไซต์ติดโทรจันมีมากขึ้นเรื่อย ๆ หากลองคลิ๊กลิ้งค์เว็บไซต์ที่ผูกอยู่กับบัญชี Facebook จะพบว่า หลายเว็บไซต์ติดโทรจัน และหลายเว็บไซต์ไม่ได้ทำต่อแล้ว ปัญหาเว็บไซต์ติดโทรจัน เป็นปัญหาที่จัดการได้ การเลือกผู้รับพัฒนาเว็บไซต์ที่มีคุณภาพจะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว ปัญหาเว็บไซต์ติดโทรจัน เกิดจากสาเหตุ ดังนี้ไปนี้

  • พัฒนาเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย มีจุดอ่อนที่สามารถเผยแพร่ไวรัสเข้าสู่เว็บไซต์ได้ เมื่อติดโทรจันและได้แก้ไขโดยลบโทรจันแล้วก็กลับมาติดอีก เพราะไม่ได้แก้ไขจุดอ่อนที่เป็นสาเหตุ
  • การดูแลเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย จากการขาดระบบควบคุมภายในของผู้พัฒนาซึ่งเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์เอง จากการตั้งรหัสผ่านที่จดจำง่าย ตั้งรหัสผ่านที่เหมือนกันทุกเว็บ และการให้พนักงานในบริษัทหลายคนใช้ร่วมกัน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานทดแทนได้ตลอดเวลา แต่ก็นำไปสู่จุดอ่อนของรหัสผ่าน เช่น หากพนักงานคนใด คนหนึ่งลาออก ก็อาจไม่เปลี่ยนรหัสผ่าน เพราะเปลี่ยนรหัสผ่านแต่ล่ะครั้ง ส่งผลกระทบต่อพนักงานที่ใช้รหัสผ่านร่วมกันหลายคน
  • ปัญหาการใช้รหัสผ่านร่วมกัน ยังเป็นปัญหาที่อาจเกิดกับผู้ให้บริการโฮสติ้ง ซึ่งต้องให้บริการ 24 ชั่วโมง ต้องมีพนักงานทำงานเป็นกะ ทำให้พนักงานในแต่ล่ะกะต้องมีสิทธิเข้าถึงระบบ หากผู้ให้บริการโอสติ้งขาดระบบควบคุมในเรื่องนี้ ก็อาจมีการใช้รหัสผ่านร่วมกัน เพียงแต่การใช้รหัสผ่านร่วมกันของผู้ให้บริการโฮสติ้งเป็นการเข้ารหัสเพื่อเช่าสู่ Server และส่งผลกระทบที่มากกว่า
  • ปัญหาการดูแลและ Update เว็บไซต์ซึ่งจำเป็นต้อง Update ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

12. ความปลอดภัยของเว็บไซต์

หากวัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์ผ่าน Google PageSpeed Insights จะพบหัวข้อ “Best Practices” (แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด) หมายถึง การประเมินว่าเว็บไซต์มีการปฏิบัติตามมาตรฐานการพัฒนาเว็บสมัยใหม่และหลักเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพโดยรวมของหน้าเว็บ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะครอบคลุมถึง ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย เช่น การพัฒนาเว็บไซต์บางส่วนด้วยช่องทางที่ไม่ได้เข้ารหัส (HTTP) ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ใช้เป็นช่องทางในการบุกรุก และคุณภาพของโค้ด เป็นต้น จุดอ่อนดังกล่าวนอกจากจะทำให้ลดอันดับการแสดงผลบน Google แล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เว็บไซต์ติดโทรจัน และกลับมาติดใหม่ไม่รู้จบ

13. ปัญหาการจ้างทำเว็บพร้อมทำ SEO ใ้ห้ติดอันดับ Google ด้วยคำว่า “รองรับ SEO”

ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหายอดฮิต ทุกคนที่จ้างทำเว็บ จะได้รับข้อเสนอแบบงง ๆ ว่า การทำเว็บไซต์มีขอบเขตที่ครอบคลุมถึงการทำ SEO ให้ติดอันดับ Google ด้วยข้อความหรู ๆ แต่แทบจะใช้คำเดียวเหมือนกันหมดว่า “รองรับ SEO” ซึ่งเป็นโจทย์สำหรับผู้จ้างทำเว็บว่า คำว่า “รองรับ SEO” ที่ค่อนข้างกว้างนั้น ครอบคลุมอะไรบ้าง จะเป็นแค่ติดตั้งปลั๊กอิน SEO เฉย ๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย หรือเพียงแค่กำหนด Keyword ที่บางครั้งก็ไม่ได้ถูกต้องตามหลักการ SEO หรือกำหนดค่าพารามิเตอร์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ล้วนแต่ไม่ได้ส่งผลต่อการจัดอับดับ Google อย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งกว่านั้น ยังมีการวัดผลสำเร็จจากการทำ SEO ผ่าน Google PageSpeed Insights ในหัวข้อ “SEO” ว่าเป็นผลสำเร็จในการทำ SEO ทั้ง ๆ ที่หัวข้อ SEO ในการวัดผลดังกล่าวพิจารณาจาก Technical SEO เท่านั้น ไม่รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น คุณภาพของเนื้อหาและความเกี่ยวข้อง ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดอันดับโดยรวม

ข้อเสนอที่ว่า “รองรับ SEO” จึงเป็นข้อเสนอที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษว่า มีการปรับแต่ง SEO เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับ Google มากน้อยเพียงใด ซึงเป็นปัญหาสำหรับลูกค้าที่ถนัดค้าขาย แต่ไม่ได้ถนัดเรื่องการทำเว็บไซต์ และการทำ SEO แต่ก็สามารถวัดได้ผ่าน SEO Audit Tools แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าก็ไม่มีเครื่องมือวัดผลดังกล่าว

14. ปัญหาควรทำเว็บไซต์พร้อม SEO หรือทำเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวก่อน แล้วทำ SEO ในภายหลัง

ปัญหาที่สำคัญที่สุดอีกรายการของการพิจารณาจ้างทำเว็บ คือ ควรทำเว็บไซต์พร้อมทำ On-page SEO (Search Engine Optimization) เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับ Google หรือทำเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวก่อน แล้วทำ SEO ในภายหลัง

โดยหลักการและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ควรทำ SEO พร้อมกับทำเว็บไซต์ เนื่องจากการพิจารณาจัดอันดับการแสดงผลของ Google จะพิจารณาองค์ประกอบจากหลาย ๆ ปัจจัย ซึ่งรวมถึงการออกแบบเว็บไซต์ โครงสร้างเว็บไซต์ กลยุทธ์ในการจัดทำเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับ SEO และการกำหนด Keyword แม้แต่การกำหนด URL ก็ควรสัมพันธ์กับ Keyword รวมถึงถึงการกับหน้าโครงสร้างและเนื้อหาของเว็บไซต์ ซึ่งทั้งหมดควรดำเนินการควบคู่ไปกับการทำเว็บไวต์ การทำ SEO ภายหลังการทำเว็บไซต์อาจทำให้ต้องรื้อโครงสร้าง องคประกอบเว็บไซต์ เนื้อหา รวมถึง URL ที่จำเป็นต้องปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำเว็บไซต์โดยส่วนใหญ่จะมุ่งทำเว็บไซต์ก่อนพร้อมข้อความปลอบใจว่า “รองรับ SEO” ซึ่งโดยส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับ SEO เลย ซึ่งอาจเกิดจากการทำ SEO ยาก ซับซ้อน และต้องใช้เวลามากกว่าการทำเว็บไซต์ ผู้รับทำเว็บไซต์โดยส่วนใหญ่จึงนิยมทำเว็บไซต์มากกว่าการทำเว็บไซต์พร้อมกับการทำ SEO โดยต่อท้ายให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจว่า “รองรับ SEO” โดยแนะนำให้ลูกค้าทำ “SEO” แบบเต็มรูปแบบในภายหลัง ในขณะที่ลูกค้าบางส่วนก็ไม่อยากลงทุนจ้างทำเว็บด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง (การทำเว็บไซต์พร้อม On Page SEO มีรายละเอียดที่ต้องดำเนินการมากขึ้น แต่ค่าทำเว็บก็หลากหลาย ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาเว็บไซต์ หากเว็บไซต์ไม่ได้ซับซ้อน เช่น เว็บไซต์บริษัท ค่าทำเว็บไซต์พร้อมทำ Fully On Page SEO ที่มีโอกาสติดหน้าแรก Google ในราคาไม่ถึง 1 หมื่นก็มี) ในบางครั้งลูกค้าอาจเลือกเดินสายกลางโดยทำเว็บไซต์และทำ SEO ในภายหลัง ซึ่งยิ่งแพงมากขึ้น เพราะแทบจะต้องรื้อทำใหม่ เว้นแต่การทำ Off-page SEO เช่น Backlink ซึ่งราคาสูงกว่า On Page SEO มาก

15. ปัญหาคุณภาพของ On-page SEO

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่หมกเม็ด และทำให้ลูกค้าสับสนมาก เพราะผู้รับทำเว็บโดยส่วนใหญ่มักจะระบุว่า “รองรับ SEO” ปัญหาก็ คือ ว่ารองรับแค่ไหน ซึ่งมีตั้งแต่รองรับเล็ก ๆ น้อย ๆ จนถึงการทำ On-page SEO แบบเต็มรูปแบบ (Fully On-page SEO) เหล่านี้เป็นเพียงขอบเขตของการทำ SEO ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอื่น ๆ ดังนี้

15.1 ประเด็น Scope ของการทำ SEO

การจ้างทำเว็บต้องตกลงให้ชัดเจนเกี่ยวกับ Scope ของการทำเว็บไซต์ให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า “รองรับ SEO” ซึ่งกว้างมาก และที่ทำจริงก็ทำบ้าง เล็ก ๆ น้อย พอทักท้วงในขั้นตอนการรับมอบเว็บไซต์ ก็จะกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า คำว่า “รองรับ SEO” นั้น ครอบคลุมถึงขอบเขตแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ก็เป็นเรื่องยากที่ผู้จ้างทำเว็บ ซึ่งไม่ได้มีความรู้และประสบการณ์ในการทำ SEO จะสามารถระบุขอบเขตการทำ SEO ได้ หรือถ้าให้ผู้รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์เสนอรายละเอียดของการทำ SEO ก็ไม่ทราบว่า รายละเอียดที่เสนอนั้น ครบถ้วน เหมาะสมหรือไม่ นอกจากจะใช้วิธีการดังต่อไปนี้

  • จ้างหรือขอให้คนที่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำ SEO มาเป็นที่ปรึกษา
  • ผู้จ้าง และผู้รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์ ตกลงว่าจะใช้ผลการทำ SEO Audit ของค่ายใดมาเป็นเกณฑ์ในการวัด แต่ไม่แนะนำให้ใช้คะแนน SEO ของการทำ Google PageSpeed Insights เพราะเกณฑ์ดังกล่าว เป็นการวัดผลเฉพาะ Technical SEO เท่านั้น

15.2 ข้อตกลงในการใช้ซอฟต์แวร์ปลั๊กอิน SEO ฟรี หรือ Pro License

จากประสบการณ์ในการจ้างทำเว็บ หากไม่ได้ตกลงในการใช้ซอฟต์แวร์ปลั๊กอิน SEO ไม่ว่าค่าจ้างทำเว็บจะสูงแค่ไหน ก็มักจะใช้ปลั๊กอิน SEO ฟรี ซึ่งมีขีดความสามารถจำกัดกว่าปลั๊กอิน SEO ที่เป็น Pro License ค่อนข้างมาก แต่ก็น่าเห็นใจทั้งผู้จ้างและผู้รับจ้างทำเว็บ

  • ด้านผู้จ้างทำเว็บ การใช้ปลั๊กอิน SEO ที่เป็น Pro License จะมี Feature ที่มากกว่าปลั๊กอินฟรีค่อนข้างมาก ทำให้เพิ่มโอกาสให้เว็บเซต์ติดลำดับต้น ๆ ของ Google มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าปลั๊กอิน SEO ที่เป็น Pro License จะราคาค่อนข้างสูง และต้องเสียค่า License รายปี แต่อย่างน้อยผู้จ้างทำเว็บควรจะได้รับทราบว่า เว็บไซต์ที่กำลังพัฒนาใช้ปลั๊กอินฟรี หรือ Pro License เพื่อให้มีโอกาสตัดสินใจ มากกว่าไม่ได้แจ้งอะไรเลย กว่าจะรู้ ก็อยู่ในขั้นตอนการรับมอบเว็บไซต์แล้ว
  • ด้านผู้รับจ้างทำเว็บ การทำข้อตกลงที่ชัดเจน นอกจากจะช่วยลดปัญหาข้อขัดแย้งในการทำเว็บแล้ว ยังมีความชัดเจนในการบำรุงรักษาเว็บไซต์ เนื่องจากปลั๊กอิน SEO ที่เป็น Pro License จะคิดค่า License เพียงรายปี และต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการต่ออายุ License ทุกปี

15.3 ประเด็นคุณภาพของ On-page SEO

แม้ว่าขอบเขตการทำ SEO จะเป็น Full Scope และใช้ปลั๊กอิน SEO แบบ Pro License แต่ผลสำเร็จของการทำ SEO ต้องขึ้นกับความรู้ ความสามารถในการ On-page SEO ซึ่งผู้จ้างทำเว็บอาจตกลงกับผู้รับจ้างทำเว็บในการใช้ผลของ SEO Audit ค่ายใด ค่ายหนึ่งในการวัดคุณภาพของ On-page SEO ในการจ้าง และการรับมอบเว็บไซต์

16. ปัญหาการใช้ซอฟต์แวร์ธีม และปลั๊กอิน ฟรี หรือ Pro License หรือ GPL

ปัญหาการจ้างทำเว็บที่สำคัญอีกข้อ ก็คือ ปัญหาการใช้ซอฟตแวร์ธีม และปลั๊กอิน ว่าจะเลือกใช้แบบไหน ซึ่งแต่ล่ะทางเลือกส่งผลกระทบต่อการทำงานของเว็บไซต์ การบำรุงรักษาเว็บไซต์ และความปลอดภัยของเว็บไซต์ ดังนี้

  • ธีมและปลั๊กอิน ฟรี แม้ว่า คุณสมบัติจะด้อยว่า ปล๊กอิน Pro License แต่มีข้อดี คือ ไม่มีค่าใช้จ่าย ระดับความปลอดภัยปานกลาง เพราะผู้พัฒนาอาจให้ความสำคัญกับการเพิ่ม Feature และการแก้ไขจุดอ่อนน้อยกว่าธีมและปลั๊กอิน Pro License และมีบางธีม หรือปลั๊กอินที่ไม่ได้ Update เป็นเวลานาน หรือไม่สอดคล้องกับ WordPress Version ล่าสุด
  • ธีมและปลั๊กอิน Pro License คุณสมบัติครบถ้วน ระดับความปลอดภัยสูง เพราะผู้พัฒนาจะให้ความสำคัญในการเพิ่ม Feature และแก้ไขจุดอ่อน แต่ราคาแพง
  • ธีมและปลั๊กอิน GPL หรือ GNU General Public License ซึ่งสามารถติดต้้งและใ้ช้งานฟรี แต่แม้ว่าจะใช้งานฟรี แต่ธีมและปลั๊กอินดังกล่าวก็มีความเสี่ยงจากการดาวน์โหลดจากแหล่งที่อาจไม่ปลอดภัย ทำให้เสี่ยงต่อการติดโทรจัน เมื่อติดตั้งใช้งานกับเว็บไซต์ ก็จะทำให้เว็บไซต์ติดโทรจันด้วย

ประเภทของธีมและปลั๊กอิน

คุณสมบัติ

ราคา

ความปลอดภัย

Pro License

ครบถ้วน มีการ Update เสมอ

ค่อนข้างสูง

ปลอดภัยมากที่สุด

ใช้งานฟรี

น้อยกว่า Pro License

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ปลอดภัยปานกลาง

GPL

เกือบครบถ้วน แต่ไม่เป็นปัจจุบัน

ต่ำกว่า Pro License

ปลอดภัยน้อยที่สุด

  1. การใช้ธีมและปลั๊กอิน Pro License จะได้รับคุณสมบัติที่ครบถ้วน และผู้พัฒนามีการ Update คุณสมบัติของให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ตลอดจนมีการแก้ไขจุดอ่อนของซอฟต์แวร์ทันที และรองรับการ Update ผ่านเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ
  2. ธีมและปลั๊กอิน ฟรี จะมีคุณสมบัติน้อยกว่า Pro Licenses ผู้พัฒนาก็จะให้ความสำคัญในการแก้ไขจุดอ่อนของซอฟต์แวร์น้อยกว่า Pro License ในซอฟต์แวร์ฟรี บางรายการ ผู้พัฒนาอาจไม่ได้พัฒนาเป็นเวลานาน จนอาจไม่รองรับ WordPress Version ที่เป็นปัจจุบัน
  3. ส่วน GPL หรือ GNU General Public License ถึงแม้ว่าจะมีสิทธิใช้งาน ฟรี แต่ผู้ใช้ต้องหาดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ดังกล่าว จากแหล่งข้อมูลที่อาจไม่ปลอดภัย ในราคาประมาณ 20% ของ Pro License ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแหล่งที่ดาวน์โหลด แต่ซอฟต์แวร์ที่ดาวน์โหลดอาจได้รับความเสี่ยงจากการติดโทรจัน เมื่อติดตั้งบนเว็บไซต์ ก็จะทำให้เว็บไซต์ติดโทรจันไปด้วย นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ GPL ยังไม่ได้ Update ให้เป็น Version ปัจจุบันในทันที ทำให้มีคุณสมบัติน้อยกว่า Pro License และไม่รองรับการ Update บนเว็บไซต์โดยอันโตมัติ กรณีที่อยู่ในระยะเวลาประกันประมาณ 1 ปี เจ้าของเว็บไซต์หรือผู้ดูแลเว็บไซต์ต้องหาดาวน์โหลด และ Updte บนเว็บไซต์เอง และหากเลยระยะเวลาประกัน ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อดาวน์โหลด Version ที่เป็นปัจจุบัน หากไม่มีการ Update เป็นระยะเวลานาน จนไม่รองรับ WordPress Version ปัจจุบัน ก็อาจทำให้เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้

การเลือกใช้ธีมและปลั๊กอิน จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ชัดเจน และควรระมัดระวังหากผู้รับจ้างทำเว็บใช้ธีมหรือปลั๊กอิน GPL เพราะถึงแม้จะได้คุณสมบัติที่มากกว่า ธีมและปลั๊กอิน ฟรี แต่ต้องแลกด้วยความปลอดภัยของเว็บไซต์ ทำให้เพิ่มภาระในการแก้ไข นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังในกรณีที่ผู้รับจ้างทำเว็บ ขอเบิกค่าซอฟต์แวร์เพิ่มเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ Pro License แต่กลับหาซื้อและติดตั้งซอฟต์แวร์ GPL ในราคาถูกแทน ซึ่งในระยะแรก เว็บไซต์อาจทำงานได้ถูกต้อง แต่จะมีปัญหาในระยะยาว เนื่องจากซอฟต์แวร์ GPL ไม่รองรับการ update อัตโนมัติ ต้องหาดาวน์โหลดและ update อย่างสม่ำเสมอ

ในกรณีที่ไม่ได้ตกลงเกี่ยวกับการใช้ธีมและปลั๊กอิน โดยส่วนใหญ่ผู้รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์มักจะใช้ธีมและปลั๊กอิน ฟรี ซึ่งแม้ว่าจะได้คุณสมบัติที่น้อยกว่า แต่ก็ลดปัญหาการ Update เว็บไซต์

ในการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ ผู้เขียนมีความเห็นว่า ผู้จ้างพัฒนาเว็บไซต์ อาจเลือกใช้ซอฟต์แวร์ Pro License ที่สำคัญ เช่น ใช้ธีม และปลั๊กอิน Pro License และใช้ปลั๊กอินที่ไม่สำคัญด้วยปลั๊กอิน ฟรี ในส่วนของความกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการใช้ซอฟต์แวร์ Pro License นั้น ยังมีผู้รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่จัดหาซอฟต์แวร์แบบเหมา หรือที่เรียกว่า Agency License ซึ่งราคาถูกกว่าการซื้อปลีกเยอะมาก และบริการติดตั้งให้ลูกค้า ฟรี ผู้จ้างพัฒนาเว็บไซต์ จึงควรสอบถามการใช้ซอฟต์แวร์ที่ใช้พัฒนาเว็บไซต์ ซึ่งหากผู้รับพัฒนาเว็บไซต์มีการจัดหาธีม หรือปลั๊กอิน Pro License ให้ฟรี ก็ควรพิจารณาผู้รับพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ธีมและปลั๊กอิน Pro License ดังกล่าว สำหรับประเด็นที่ว่าซอฟต์แวร์ฟรี ก็เพียงพอแล้วนั้น ขอยกตัวอย่างความแตกต่างที่ชัดเจน เช่น ปลั๊กอิน SEO Pro License ที่มีคุณสมบัติมากกว่าซอฟต์แวร์ ฟรี ค่อนข้างมาก หรือปลั๊กอินสำรองข้อมูล ที่เป็น Pro License ก็มีคุณสมบัติสูงกว่ามาก เช่น สามารถรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ และรองรับช่องทางที่หลากหลาย เช่น สามารถตั้งเวลารองรับการสำรองข้อมูลเพื่อจัดเก็บบนช่องทางต่าง ๆ เช่น Google Drive, PC Cloud หรืออื่น ๆ โดยอัตโนมัติ เป็นต้น

กลุ่มที่ 3 การรับมอบงาน

17. ปัญหาการตรวจรับเว็บไซต์ และการจ่ายเงินงวดสุดท้าย

การตรวจรับเว็บไซต์มีความสำคัญมาก เพราะเป็นขั้นตอนตัดสินใจรับมอบเว็บไซต์และจ่ายเงินงวดสุดท้าย หากพบประเด็นที่ขาดตกบกพร่อง ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบและข้อตกลงในเรื่องการรับประกัน ในทางปฏิบัติ สำหรับ SME ที่ไม่ถนัดในการออกแบบเว็บไซต์ ยากที่จะออกแบบได้อย่างสมบูรณ์ไม่มีที่ติ ถึงแม้มีการทำ UI (User Interface) / UX (User Experience) ก็อาจมีรายการที่ขอแก้ไข ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องตกลงกันระหว่างผู้จ้าง และผู้รับจ้างทำเว็บ แต่รายการขอแก้ไขควรแจ้งผู้รับจ้างทำเว็บตั้งแต่การตรวจรับมอบเว็บไซต์ และการจ่ายเงินงวดสุดท้าย โดยทั่วไปแล้ว การรับประกันจะครอบคลุมถึงความผิดพลาดของเว็บบน Design ที่ตกลงกันไว้แล้ว มักจะไม่รวมถึง การขอให้ปรับ Design ใหม่ ซึ่งควรเป็น Requirments ใหม่ หรือที่เรียกว่า “Change Request” ไม่งั้นการพัฒนาก็จะไม่รู้จบ และนำไปสู่ปัญหาระหว่างผู้จ้าง และผู้รับทำเว็บ จนอาจนำไปสู่ปัญหาในการดูแลเว็บไซต์

อีกประเด็นที่ผู้จ้างทำเว็บต้องควรระมัดระวัง และจำเป็นต้องตรวจรับเว็บไซต์ให้ครบถ้วน เพราะภายหลังการตรวจรับและจ่ายเงินงวดสุดท้ายแล้ว คู่สัญญาย่อมเข้าใจว่า งานดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว และผู้รับจ้างทำเว็บต้องใช้เวลาไปกับงานใหม่ ผู้จ้างทำเว็บจึงควรตรวจรับมอบเว็บไซต์ให้ครบถ้วน

ปัญหาในการตรวจรับเว็บไซต์ ผู้จ้างทำเว็บมักจะเน้นสอบทานในรูปลักษณ์ ความสวยงาม ความถูกต้อง และฟังก์ชั่นการทำงาน แต่ไม่ครอบคลุมถึงคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความเร็ว ความปลอดภัย และการทำ SEO เพื่อเพิ่มอันดับการแสดงผลบน Google แต่ประเด็นดังกล่าว ต้องระบุอยู่ในข้อตกลงในการจ้างทำเว็บแล้ว หากไม่ได้ระบุอยู่ในข้อตกลงตั้งแต่เริ่มแรก ก็ไม่ควรใช้เป็นเงื่อนไขในการตรวจรับมอบเว็บไซต์

ในกรณีที่ข้อตกลงในการทำเว็บไซต์ ครอบคลุมถึงเงื่อนไขในข้างต้น การตรวจรับมอบเว็บไซต์ นอกจากจะพิจารณาถึงรูปลักษณ์ ความสวยงาม และฟังก์ชั่นการทำงานด้วย look and feel แล้ว ยังสามารถใช้ Tools เพื่อสอบทานคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความเร็ว ความปลอดภัย และ SEO เช่น

วัตถุประสงค์ในการเช็คสอบ

วิธีการ / เครื่องมือ

รูปลักษณ์ เนื้อหา ความสวยงาม และฟังก์ชั่นการทำงาน

Look and feel ดูด้วยสายตาว่าตรงตามที่ออกแบบหรือไม่

ความเร็วเว็บ

ทดสอบผ่านเว็บไซต์ Google PageSpeed Insights ดู Score ในช่อง Performance ดูความเร็วเว็บทั้งในหัวข้อ “Moble” หรือความเร็วเว็บบนมือถือ และหัวข้อ “Desktop” หรือความเร็วเว็บบนเครื่องพีซี หรือ Notebook โดยเฉพาะความเร็วบนมือถือ ซึ่งผู้ใช้มากกว่า “desktop” ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ควรต่ากว่า 75-80 เนื่องจากความเร็วเว็บมีผลกระทบต่อลูกค้า และการจัดอันดับการแสดงผลบน Google อย่างมีนัยสำคัญ

SEO หรือ Search Engine Optimization

ทดสอบผ่านเว็บไซต์ Google PageSpeed Insights ดู Score ทั้งหัวข้อ “Mobile” และ “Desktop” ในช่อง SEO ซึ่งควรได้คะแนนเต็ม 100 แต่การวัดคะแนน SEO ผ่าน PageSpeed Insighs เป็นการวัดผลในส่วนของ Technical SEO จึงต้องวัดผลจากค่าคะแนน ของ Plugin SEO ซึ่งจะครอบคลุม On-Page SEO ที่เป็นองค์รวม

Accessibility

ทดสอบผ่านเว็บไซต์ Google PageSpeed Insights ดู Score ทั้งหัวข้อ “Mobile” และ “Desktop” ในช่อง “Accessibility” ซึ่งควรได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 90

Best Practices

ทดสอบผ่านเว็บไซต์ Google PageSpeed Insights ดู Score ทั้งหัวข้อ “Mobile” และ “Desktop” ในช่อง “Accessibility” ซึ่งควรได้คะแนนเต็ม 100 เนื่องจาก Best Practices จะครอบคลุมถึงจุดอ่อนของเว็บไซต์ เช่น การใช้ http โดยไม่เข้ารหัส ซึ่งอาจใช้เป็นช่องทางในการบุกรุก เป็นต้น

18. การอบรมการใช้งาน

นอกจากคุณภาพของเว็บไซต์แล้ว การพิจาณาจ้างทำเว็บไซต์ ควรพิจารณาถึงการอบรมการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหา เพิ่ม และลดรายการสินค้า และราคาได้ในระดับหนึ่ง การกำหนดขอบเขต วิธีการ และช่องทางการอบรมอาจจัดทำเป็นคู่มือการใช้งาน หรือการอบรมผ่าน On-site หรือช่องทางออนไลน์

19. การรับประกัน

บ่อยครั้งที่ได้รับการปรับทุกข์ผ่านโซเซี่ยว เกี่ยวกับ จ้างทำเว็บ จ่ายเงินงวดสุดท้ายแล้วติดต่อไม่ได้ หรือติดต่อยาก การทำเว็บไซต์ ต้องพิจารณาถึงการให้บริการในระยะยาว ไม่เหมือนการซื้อของกินของใช้ การพิจารณาเลือกผู้รับจ้างทำเว็บจึงต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้รับจ้างทำเว็บด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องมีงบประมาณที่สมเหตุสมผลประเภทหาผู้รับจ้างทำเว็บในราคาที่ต่ำสุด จนได้ราคาต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำประเภทหาร 2 หรือหาร 3 ก็ค่อนข้างแน่นอนว่า คุณภาพการให้บริการ การรับประกันและการให้บริการหลังการขายย่อมลดลง ประเด็นที่ควรพิจารณาจ้างทำเว็บ จึงควรครอบคลุมถึงการรับประกัน โดยพิจารณาถึงขอบเขตการรับประกัน และระยะเวลาในการรับประกัน ซึ่งมีตัั้งแต่ 1 เดือนจนถึง 1 ปี

กลุ่มที่ 4 การให้บริการหลังการขาย

20. การให้บริการหลังการขาย

ภายหลังจากใช้งานเว็บไซต์มาระยะหนึ่งแล้ว ลูกค้าอาจมีความต้องการพัฒนาหรือปรับปรุงแก้ไขเติมเพิ่ม เช่น ต้องการปรับปรุงรูปลักษณ์ เปลี่ยนแปลงเนื้อหา เพิ่มสินค้า ปรับเปลี่ยนสินค้า เพิ่มข้อมูลหรือเพิ่มหน้าเว็บ ปัญหาจากจบงานไปแล้ว การขอแก้ไขข้อมูลเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนเบอร์โทร, ที่อยู่, หรือรูปภาพ กลายเป็นเรื่องยาก ติดต่อยาก รอคิวนาน หรือถูกคิดค่าบริการในราคาสูงเกินจริง ผู้รับจ้างทำเว็บไซต์บางราย อาจใช้วิธีคิดค่าทำเว็บไซต์ในราคาถูก แต่คิดค่าแก้ไขแพง หรือไม่สะดวกในการแก้ไข หรืออาจเกิดขึ้นกับผู้รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์อิสระ หรือบริษัทที่จ้างฟรีแลนซ์ทำเว็บให้ โดยจ่ายเงินเมื่องานจบแล้วแยกย้าย ติดต่อฟรีแลนซ์ไม่ได้แล้ว ลูกค้าหลายรายเคยจ้างพัฒนาเว็บไซต์กับนักศึกษา ในระยะแรกก็มีการดูแลเป็นอย่างดี แต่พอเรียนจบ ต้องรับผิดชอบในงานประจำมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไม่มีเวลาซัพพอร์ตลูกค้า เนื่องจากไม่ได้รับจ้างทำเว็บไซต์แล้ว ลูกค้าบางรายพบปัญหาเว็บไซต์ติดโทรจันโดยไม่ได้รับการแก้ไขเป็นเวลานาน สุดท้ายต้องทิ้งเว็บไซต์และโดเมนเนื่องจากติด Blacklist แล้วและเริ่มต้นทำเว็บไซต์ และ SEO ใหม่

21. การดูแลเว็บไซต์ในปีถัดไป

เว็บไซต์ที่ใช้งานจริง ยังจำเป็นต้องดูแลและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ โดยอย่างน้อยที่สุดต้องหมั่น Update ซอฟต์แวร์ธีม และปลั๊กอินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้รองรับ WordPress Version ใหม่ แทน WordPress และ PHP ที่ Outdate หรือ End of Support ซึ่งจะไม่มีการอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจถูกค้นพบในอนาคต ทำให้ระบบมีความเสี่ยงต่อการโจมตีจากมัลแวร์ และขาดการอัปเดทฟีเจอร์ และการแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งหากขาดการดูแลและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เว็บไซต์เสียหายได้ โดยทั่วไปแล้ว การดูแลเว็บไซต์ จะครอบคลุมถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้

🏆 สรุปและข้อเสนอแนะ

การศึกษาปัญหาในการจ้างทำเว็บไซต์จากบทเรียนการจ้างทำเว็บในอดีต ทำให้การพิจารณาคัดเลือกครอบคลุมถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลสำเร็จในการทำเว็บไซต์ ซึ่งเป็นหน้าร้านในระบบออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม และสามารถส่งเสริมการทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล แม้ว่าผู้ว่าจ้างอาจไม่ถนัดในด้านไอที และเว็บไซต์ แต่อาจเลือกใช้วิธีการในการพิจารณาคัดเลือก ดังต่อไปนี้

พิจารณาเลือกผู้รับจ้างทำเว็บโดยพิจารณาจากผลงานที่ผ่าน ซึ่งก็เป็นวิธีที่นิยมโดยทั่วไป แต่ประเด็นที่แตกต่าง คือ ไม่ได้พิจารณารูปลักษณ์และความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่นำตัวอย่างเว็บไซต์มาวิเคราะห์ ดังนี้

  • ยืนยันความเป็นผู้พัฒนาตัวอย่างเว็บไซต์ว่าไม่ได้แอบอ้างเอาเว็บไซต์ที่ผู้รับจ้างทำเว็บไซต์เป็นผลงานของตนเอง ด้วยการติดต่อสอบถามเจ้าของเว็บไซต์ตามช่องทางติดต่อที่ปรากฏตามตัวอย่างเว็บไซต์
  • สอบถามเจ้าของเว็บไซต์ตัวอย่างถึงการให้บริการของผู้พัฒนาเว็บไซต์
  • นำเว็บไซต์ตัวอย่างไปวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมวิเคราะห์เว็บไซต์ของ Google คือ PageSpeed Insights ตามลิ้งค์ เพื่อพิจารณาในสี่ด้าน คือ ความเร็วเว็บไซต์ (Performance) ความสามารถในการเข้าถึงและความโดดเด่นของเว็บไซต์ (Accessibility) คุณภาพและความปลอดภัยของเว็บไซต์ (Best Practices) และประสิทธิภาพของ Technical SEO (SEO) การวิเคราะห์ดังกล่าวสำคัญมาก เพราะจากการทดลองนำเว็บตัวอย่างไปวิเคราะห์ ปรากฏว่า ค่าความเร็ว หรือ Page Speed ของเว็บไซต์โดยส่วนใหญ่มีคะแนนจากการวัดผลด้วยเครื่องมือของ Google ต่ำมาก โดยเฉพาะความเร็วของเว็บไซต์บนมือถือ ซึ่งเป็นช่องทางที่นิยมมากกว่าเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ (Destop) ซึ่งส่วนใหญ่คะแนะต่ำมาก ทั้งนี้ คะแนนในการวัดผลควรมีคะแนนไม่อย่างน้อย ดังนี้
    • Performance บนมือถือ (Mobile) ไม่น้อยกว่า 75 และบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ (Desktop) ไม่น้อยกว่า 90
    • Accessibility ควรได้คะแนนบนมือถือ และบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่า 95-100
    • Best Practices ควรได้คะแนนบนมือถือ และบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่า 95-100
    • SEO เป็นการวัดในส่วนของ Technical SEO ซึ่งเป็นการดำเนินการในขั้นพื้นฐานเท่านั้น ไม่ได้วัดประสิทธิของ SEO เต็มรูปแบบ หากการจ้างพัฒนาเว็บไซต์ไม่ครอบคลุมถึง SEO เลย คะแนนในส่วนของ SEO บนมือถือ และบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ไม่ควรน้อยกว่า 92 แต่ถ้าการจ้างพัฒนาเว็บไซต์ครอบคลุมถึง SEO คะแนนในส่วนของ SEO บนมือถือ และบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์โดยปกติควรเท่ากับ 100
  • จากประสบการณ์ ผู้รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์ประมาณ 60% ไม่สามารถพัฒนาเว็บไซต์ และมักจะมีปัญหาในการส่งมอบเว็บไซต์ที่มีคะแนนการวัดผลตามที่ผู้จ้างทำเว็บไซต์ต้องการ บางรายต้องใช้วิธีติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มความเร็ว ซึ่งมีราคาแพง และต้องเสียค่าลิขสิทธิ์รายปี ผู้จ้างทำเว็บไซต์ จึงต้องเช็คสอบว่า หากมีการติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มความเร็ว เป็นการติดตั้งผ่านปลั๊กอินรุ่น Pro License หรือ Free License หรือ GPL ซึ่งได้กล่าวถึงแล้วในข้อ 16
  • ผู้จ้างทำเว็บ อาจใช้ช่องทางดังกล่าวในการพิจารณาความรู้ ความสามารถของผู้รับทำเว็บไซต์ โดยกำหนดให้เว็บไซต์ต้องมี Performance (โดยเฉพาะความเร็วบนมือถือ) และคะแนนด้านอื่นไม่ต่ำกว่าที่กำหนด หากผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ปฏิเสธที่จะส่งมอบเว็บไซต์ที่มีคะแนนวัดผลตามกำหนด ก็มีแนวโน้มว่า ผู้รับทำเว็บไซต์ ขาดความรู้และประสบการณ์ในการทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานเว็บไซต์ของ Google ซึ่งนอกจากจะทำให้เว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพแล้ว ยังทำให้โอกาสติดอันดับบน Google น้อยมาก
  • สาเหตุที่ต้องพิจารณาความรู้ และความสามารถของผู้รับจ้างทำเว็บ เพราะหากไม่มีความรู้ ความสามารถแล้ว ถึงแม้จะขอให้ Upgrade เว็บไซต์ในอนาคตก็ไม่สามารถทำได้ เมื่อคนทำมีความสามารถจำกัด เว็บไซต์ที่ได้ก็มีคุณภาพที่จำกัดไปด้วย
  • ปัญหาการทำ SEO ให้ติดอันดับ Google ก็เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะผู้รับทำเว็บไซต์โดยส่วนใหญ่ไม่ได้ถนัดในการปรับแต่ง SEO จึงมักจะบอกผ่านว่า “รองรับ SEO” และพยายามโน้มน้าวให้เน้นการพัฒนาเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวกัน แล้วค่อยทำ SEO ในภายหลัง ซึ่งผู้จ้างทำเว็บไซต์ อาจกำหนดเงื่อนไขในการพัฒนาและรับมอบเว็บไซต์ โดยต้องผ่านคะแนนวัดผลของผู้ให้บริการปลั๊กอิน SEO ไม่น้อยกว่าระดับที่กำหนด
  • ปัญหาผู้รับจ้างทำเว็บทิ้งงาน เป็นปัญหาในลำดับต้น ๆ ของการจ้างทำเว็บ ส่วนหนึ่งเกิดจาก ผู้รับจ้างไม่พร้อม หรือเพียงแต่ต้องการหลอกเงิน เนื่องจากสามารถรับงานโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ในขณะที่การพิจารณาข้อเสนอของผู้รับจ้างทำเว็บไซต์ แต่ก็เป็นเรื่องค่อนข้างยากที่ผู้จ้างทำเว็บไซต์ซึ่งไม่เชี่ยวชาญในด้านไอที และการทำเว็บไซต์จะเช็คสอบในประเด็นเทคนิค แต่สามารถพิจารณาได้ในบางรายการ เช่น ข้อเสนอในการติตตั้งธีม หรือปลั๊กอิน รุ่น Pro License ซึ่งหากผู้รับจ้างทำเว็บไซต์มีการลงทุนซื้อธีม หรือปลั๊กอินที่สำคัญในรูปแบบ Agency License ซึ่งราคาถูกกว่าการซื้อในรูปแบบปกติ เพื่อติดตั้งให้ลูกค้าฟรี ก็แสดงถึงความมุ่งมันในการทำธุรกิจรับทำเว็บไซต์ และลดความเสี่ยงในการจ้างทำเว็บไซต์ เพราะค่าจ้างทำเว็บ ยังน้อยกว่า เงินลงทุนในการซื้อโดเมนล๊อตใหญ่ในรูปแบบ Agency License มาก ซึ่งก็มีผู้ให้บริการบางรายที่เน้นคุณภาพการให้บริการ และมีการให้บริการแบบครบวงจรทั้งการออกแบบ ทำเว็บไซต์ ปรับแต่ง SEO ปรับแต่งความเร็วเว็บไซต์ พร้อมติดตั้งธีม ปลั๊กอินที่สำคัญ รวมถึงปลั๊กอิน SEO Pro License ลิขสิทธิ์แท้

เลือกการลงทุนที่คุ้มค่า

การทำเว็บไซต์คือการลงทุนระยะยาว อย่าเลือกแค่เพราะราคาถูกที่สุด แต่จงเลือกข้อเสนอที่มีคุณภาพ

ที่ให้บริการแบบครบวงจร สามารถพัฒนาเว็บไซต์และ SEO ที่ผ่านเกณฑ์การวัดผล

มีความเป็นมืออาชีพ, และพร้อมที่จะเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

ปรึกษาทีมงานมืออาชีพของเราได้ที่ [email protected]

บทความที่เกี่ยวข้อง